เศรษฐกิจ

บสย. ผนึกกำลัง Non-Bank และ ธปท. ปลดล็อกค้ำประกันสินเชื่อครั้งใหญ่ อัดฉีดเม็ดเงินฟื้นฟูรายย่อย-SME มั่นใจพอร์ตผ่านจุดต่ำสุดแล้ว

กรุงเทพฯ — บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เดินหน้ามาตรการเชิงรุกแก้ปัญหาหนี้และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เตรียมผนึกกำลังผู้ให้บริการ Non-Bank ปลดล็อกการค้ำประกันสินเชื่อ พร้อมดึงกลุ่มลูกหนี้รายย่อย อาชีพอิสระ และพ่อค้าแม่ค้าเข้าถึงแหล่งทุนในระบบในราคาที่เป็นธรรม เผยทิศทางพอร์ตค้ำประกันผ่านจุดต่ำสุดแล้ว พร้อมขับเคลื่อนระบบ Credit Boost ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ตั้งเป้าหนุนวงเงินสินเชื่อรวมกว่า 200,000 ล้านบาท

ดร.สิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บสย. เปิดเผยถึงแนวทางการค้ำประกันสินเชื่อและภาพรวมปัญหาหนี้เสียในระบบการเงินว่า ปัจจุบัน บสย. มียอดค้ำประกันสะสมคงค้างในพอร์ตประมาณ 500,000 ล้านบาท โดยในช่วงปี 2567–2568 คุณภาพสินเชื่อในพอร์ตปรับตัวสูงขึ้นเข้าใกล้ระดับ 30% (ประมาณ 27–28%) จากแรงกดดันด้านสงครามภาษี (Tariff) และวิกฤตราคาพลังงาน อย่างไรก็ตาม บสย. ประเมินว่าสถานการณ์ได้ผ่านจุดต่ำสุดและเริ่มทรงตัวแล้วตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ต่อเนื่องถึงปี 2569 จากความร่วมมือในการแก้ไขหนี้ของสถาบันการเงินและมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐ

รุกขยายพอร์ตสู่ Micro SME และดึง Non-Bank เข้าสู่ระบบ

บสย. มุ่งเน้นการให้ความช่วยเหลือกลุ่ม Micro SME, Nano SME และอาชีพอิสระ โดยกลุ่ม Micro SME มีวงเงินสินเชื่อเฉลี่ย 90,000–150,000 บาทต่อราย เริ่มต้นวงเงินค้ำประกันขั้นต่ำเพียง 5,000 บาท เพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องให้พ่อค้าแม่ค้าในตลาดสดและผู้ประกอบอาชีพอิสระ

นอกจากนี้ บสย. ได้ปรับแก้ประกาศองค์กรเพื่อเปิดทางให้สามารถค้ำประกันสินเชื่อให้กับ Non-Bank ได้ ซึ่งสอดคล้องกับที่ ธปท. นำ Non-Bank เข้ามาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลที่มีมาตรฐาน Credit Governance ชัดเจน โดยในเฟสแรกมี Non-Bank ผ่านเกณฑ์ราว 17–18 ราย และคาดว่าจะเปิดตัวร่วมมืออย่างเป็นทางการในไตรมาส 4 จำนวน 7–8 ราย เน้นวงเงินค้ำประกันประมาณ 20,000–30,000 บาทต่อราย เพื่อช่วยเหลือผู้ค้ารายย่อยจำนวนมาก พร้อมรองรับการแข่งขันกับ Virtual Bank (VB) ในการดึงหนี้นอกระบบกลับเข้าสู่ระบบ

มาตรการแก้หนี้เชิงรุก และระบบ Credit Boost ร่วมกับ ธปท.

ในด้านการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ถูกจ่ายเคลมมายัง บสย. ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ย 0% พร้อมให้ส่วนลดหนี้ (Haircut) 50% สำหรับยอดหนี้ไม่เกิน 200,000 บาท และลด 30% สำหรับยอดหนี้เกิน 200,000 ถึง 2,000,000 บาท พร้อมนำเทคโนโลยี AI และการตรวจสอบ Statement มาใช้ผ่านโครงการ “นกกระซิบ” เพื่อชี้เป้าร้านค้า และให้ “นกฮูก” เข้าสนับสนุนการค้ำประกันสินเชื่อ ควบคู่กับการเสริมแกร่งด้าน Financial Literacy

พร้อมกันนี้ บสย. ได้พัฒนาระบบ Credit Boost ร่วมกับ ธปท. เพื่อลดต้นทุนด้านเครดิต (Credit Cost) ของธนาคารพาณิชย์ ช่วยให้กระบวนการอนุมัติสินเชื่อทำได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มลดลงตามไปด้วย

เป้าหมายวงเงินรวมกว่า 200,000 ล้านบาท กระตุ้น GDP 3%

สำหรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจตามนโยบายรัฐบาล บสย. ตั้งเป้าหมายวงเงินค้ำประกันไว้ที่ 70,000 ล้านบาท (แบ่งเป็น Quick Win 50,000 ล้านบาท และ บสย. ดำเนินการเพิ่มอีก 20,000 ล้านบาท) ซึ่งด้วยอัตราตัวคูณทางเศรษฐกิจ (Multiplier) 4 เท่า จะช่วยสร้างเงินหมุนเวียนในระบบได้ประมาณ 280,000 ล้านบาท

เมื่อรวมกับวงเงิน Credit Boost จากแบงก์ชาติประมาณ 80,000–100,000 ล้านบาท และวงเงิน Soft Loan สนับสนุนเพิ่มเติมอีก 100,000 ล้านบาท จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน และเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของประเทศให้บรรลุเป้าหมายต่อไป