กรมศุลกากรร่วมกับมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และภาคเอกชน เปิดเวทีเสวนาพิเศษ “กรมศุลกากรมิติใหม่ ร่วมคิดร่วมทำ ยกระดับนำเข้า-ส่งออก สู่ผลลัพธ์แบบ Quick-Win”

วันนี้ 22  มกราคม 2569 เวลา 09.00 . กรมศุลกากร มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และภาคเอกชน
จัดงานเสวนาพิเศษ ภายใต้หัวข้อ กรมศุลกากรพบผู้ประกอบการกรมศุลกากรมิติใหม่ ร่วมคิดร่วมทำ ยกระดับนำเข้าส่งออก สู่ผลลัพธ์แบบ Quick-Win” โดยมี นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร รองศาสตราจารย์
ดร. ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้า นายอนันต์ ทินะพงศ์ นายกสมาคมตัวแทนออกของรับอนุญาตไทย นายเฉลิมศักดิ์ กาญจนวรินทร์ นายกสมาคมผู้รับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ นางสาวกัลศิริ อินทรภูวศักดิ์ นายกสมาคมตัวแทนขนส่งสินค้าทางอากาศไทย นายชวินโรจน์ นำชัยศิริ อุปนายกสมาคมผู้นำเข้าและผู้ส่งออกระดับมาตราฐานเออีโอ นายอำนวย กิจวีรกุล นายกสมาคมชิปปิ้งแห่งประเทศไทย นายขวัญชัย สายทอง
นายกสมาคมตัวแทนออกของอิเล็กทรอนิกส์ไทย ดร.ทองอยู่ คงขันธ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย
เข้าร่วมในการเสวนาฯ   ห้อง 10201 อาคาร 10 ชั้น 2 มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า การจัดเสวนาในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการอำนวยความสะดวกทางการค้า และสนับสนุนเศรษฐกิจ
ของประเทศให้เกิดผลเป็นรูปธรรมกรมศุลกากรได้ดำเนินมาตรการสำคัญหลายประการเพื่อส่งเสริมสนับสนุนและกระตุ้นให้เกิดการค้า (Trade Enabler) อาทิการปรับปรุงกฎระเบียบรวมถึงพิธีการศุลกากรที่เป็นอุปสรรคต่อการนำเข้า – ส่งออกการพัฒนากระบวนการตรวจสินค้าให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล เพื่อลดระยะเวลาการตรวจปล่อยสินค้า ซึ่งสามารถลดภาระและต้นทุนให้แก่ผู้ประกอบการได้ การเร่งรัดการคืนภาษี เงินวางประกันและเงินชดเชย เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ภาคธุรกิจ รวมถึงการปรับปรุงพิธีการศุลกากรสำหรับสินค้าถ่ายลำ – ผ่านแดนให้สามารถเปลี่ยนรูปแบบ
การขนส่งได้หลายรูปแบบ (Multimodal Transportation) โดยเฉพาะการขนส่งทางรถไฟ รวมถึงศึกษาแนวทางและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องให้ ICD (Inland Container Depot) สามารถตรวจปล่อยสินค้าขาออกได้โดยตรง นอกจากนี้ เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันทางการค้า และเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ของรัฐ กรมศุลกากรได้ขานรับนโยบายของรัฐบาล โดยการบังคับใช้มาตรการจัดเก็บภาษีสินค้านำเข้าตั้งแต่ 1 บาทแรก ซึ่งได้เริ่มดำเนินการไปแล้วตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 โดยสามารถจัดเก็บอากรศุลกากรได้กว่า 300 ล้านบาท

การเสวนาพิเศษในครั้งนี้นับเป็นเวทีสำคัญในการสร้างความเข้าใจร่วมกันเปิดโอกาสให้ภาคเอกชน
ได้สะท้อนปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาการดำเนินงานของกรมศุลกากรอย่างต่อเนื่อง
อีกทั้งยังเป็นการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อยกระดับการทำงานของกรมศุลกากรและระบบโลจิสติกส์ของประเทศให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล

อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวเพิ่มเติมว่า ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่ได้รับจากการเสวนาครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อการนำไปใช้ประกอบการกำหนดแนวทางการดำเนินงานของกรมศุลกากรในอนาคต เพื่อสนับสนุนการค้าระหว่างประเทศ รวมถึงเศรษฐกิจของประเทศไทยให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป