EXIM BANK ปรับยุทธศาสตร์รุกตลาดต่างประเทศ ชูแฟรนไชส์อาหารไทยนำทาง พลิกบทบาทสู่ “โบรกเกอร์การค้า” ดัน SME สู่ผู้ส่งออกรายใหม่
กรุงเทพฯ — ธนาคารส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) ประกาศปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจครั้งสำคัญ โดยเปลี่ยนจากการดำเนินงานเชิงรับที่พึ่งพาการรอคอยนักท่องเที่ยวต่างชาติ มาสู่การดำเนินงานเชิงรุกในการพาผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ไทยบุกตลาดต่างประเทศ พร้อมตั้งเป้าหมายผลักดันผู้ประกอบการ SME ให้ก้าวสู่การเป็นผู้ส่งออกรายใหม่ (SME Exporter) ในสัดส่วน 1% รวมถึงยกเครื่องโมเดลสถาบันการเงินจากการปล่อยสินเชื่อไปสู่บทบาท “โบรกเกอร์เจรจาต่อรองทางการค้า”
เผชิญวิกฤตความท้าทายรอบด้าน สินเชื่อ SME หดตัว
สถานการณ์ผู้ส่งออก SME ในปัจจุบันกำลังเผชิญวิกฤตรอบด้าน ทั้งปัญหาความขัดแย้งและสงครามในตะวันออกกลาง ต้นทุนการผลิต ค่าขนส่ง และอัตราแลกเปลี่ยนที่ผันผวน มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมจากต่างประเทศ ตลอดจนความยากลำบากในการเข้าถึงสินเชื่อ ซึ่งจากข้อมูลล่าสุดของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พบว่า อัตราการขยายตัวของสินเชื่อธุรกิจ SME หดตัวต่อเนื่องลงมาอยู่ที่ -4.6% ส่งผลให้จำนวนผู้ส่งออก SME ไทยแทบจะไม่ขยายตัว โดยคงอยู่ที่ระดับราว 23,000 รายเท่านั้น
สลับขั้วยุทธศาสตร์ “สองขา” ดึงแฟรนไชส์อาหารไทยนำทาง
นายชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เปิดเผยว่า จากพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะกลุ่มเดินทางท่องเที่ยวด้วยตนเอง (Backpackers) ที่นิยมค้นหาร้านอาหารไทยผ่านโซเชียลมีเดีย EXIM BANK จึงนำจุดแข็งด้านอุตสาหกรรมอาหารไทยมาจัดทำยุทธศาสตร์ “สองขา” เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ได้แก่:
ขาออก (ส่งออก): ผลักดันธุรกิจอาหารและแฟรนไชส์ไทยไปปักธงในตลาดเป้าหมาย เช่น ประเทศจีน และกลุ่มประเทศอาเซียน โดยใช้เมนูอาหารที่เป็นสัญลักษณ์ของไทย (Signature Menu) เป็นตัวนำตลาด
ขาเข้า (ท่องเที่ยว): ทำหน้าที่เสมือนผู้นำทัวร์ เพื่อดึงดูดผู้บริโภคต่างชาติที่เคยสัมผัสรสชาติอาหารไทยในประเทศตนเอง ให้เดินทางมาท่องเที่ยวและบริโภคต่อภายในประเทศไทย
รื้อโมเดลการเงิน: จาก “ผู้ให้กู้” สู่ “โบรกเกอร์ทางการค้า”
นายชลัช ระบุว่า EXIM BANK ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการสนับสนุน SME จากเดิมที่เน้นการปล่อยสินเชื่องวดเดียว ซึ่งพบปัญหาผู้ประกอบการยุติกิจการภายใน 2–3 ปี มาเป็นการจับมือร่วมมือทางธุรกิจอย่างยั่งยืน ผ่านแนวทาง ดังนี้:
สวมบทบาทโบรกเกอร์การค้า: เข้าช่วยเจรจาต่อรองทางการค้าแทนผู้ประกอบการ SME เพื่อลดอุปสรรคด้านความต่างของเวลา (Timezone) และภาษา โดยเฉพาะการขยายตลาดไปยังภูมิภาคห่างไกล เช่น แคนาดา และลาตินอเมริกา
ปรับโครงสร้างรายได้: เปลี่ยนจากการพึ่งพาดอกเบี้ยมาใช้รูปแบบส่วนแบ่งรายได้หรือค่าเช่า (Revenue/Rental Model) ร่วมกับพันธมิตรในต่างประเทศ เพื่อสร้างแรงจูงใจในการขยายยอดขายสินค้า
สนับสนุนแฟรนไชส์มาตรฐาน: สนับสนุนแฟรนไชส์ที่มีระบบบริหารจัดการมาตรฐาน ด้วยการสนับสนุนวงเงินแฟรนไชส์สูงสุด 200,000 บาทต่อราย ในอัตราดอกเบี้ย 4.99% พร้อมการดูแลแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
กางแผนที่ตลาด และยุทธศาสตร์ 2 ปี พลิกโฉม SMEs สู่เวทีโลก
เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดและพาผู้ประกอบการเติบโต EXIM BANK ได้วางแผนยุทธศาสตร์ 2 ปี แบ่งออกเป็น 3 ระยะหลัก (Relieve, Recovery, Restart):
1. RELIEVE (หยุดเลือด ระยะสั้น): ขยายระยะเวลาชำระหนี้, พักชำระหนี้ 1 ปี ยกเว้นดอกเบี้ย และอัดฉีดเงินฉุกเฉิน (Support Plus)
2. RECOVERY (ฟื้นฟู เดินหน้าต่อ): ดำเนินมาตรการ Support Plus และส่งเสริม Solar D-Carbon
3. RESTART (ก้าวใหม่ แข็งแกร่ง): มุ่งขับเคลื่อน Green X Transformation พร้อมกางแผนที่ขยายตลาดใหม่
สำหรับการวางกรอบบุกตลาดต่างประเทศ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มตลาด ได้แก่:
ตลาดหลักที่ต้องรักษาฐาน: สหรัฐอเมริกา, จีน, กลุ่มประเทศอาเซียน และ CLMV
ตลาดที่มีข้อจำกัดสูง: ทวีปยุโรป (เน้นรักษาฐานเดิมเนื่องจากมีมาตรการและกฎเกณฑ์ทางการค้าค่อนข้างมาก)
ตลาดใหม่ศักยภาพสูง: ตะวันออกกลาง, แอฟริกา และลาตินอเมริกา (บราซิล, อาร์เจนตินา, แคนาดา) โดยเฉพาะประเทศซาอุดีอาระเบีย ถือเป็นตลาดดาวรุ่งเนื่องจากมีกำลังซื้อสูงและต้องการนำเข้าสินค้าอาหาร ส่งผลให้ยอดขายและกำไรในภูมิภาคนี้เติบโตขึ้นเท่าตัว
เสริมเกราะประกันส่งออก – ดัน ESG เป็นโอกาสทำเงิน
ท่ามกลางสถานการณ์ความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์และความขัดแย้งในตะวันออกกลาง EXIM BANK ในฐานะสถาบันการเงินแห่งเดียวที่ให้บริการประกันการส่งออก (Export Credit Insurance) ยังคงคิดอัตราเบี้ยประกันต่ำกว่า 1% เพื่อช่วยบริหารความเสี่ยงให้แก่ผู้ประกอบการไทย
นอกจากนี้ ธนาคารมุ่งปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้ประกอบการ SME ต่อมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี (ESG) จากเดิมที่มองว่าเป็นต้นทุน ให้กลายเป็นโอกาสทางการค้า เช่น การปรับเปลี่ยนมาใช้บรรจุภัณฑ์จากชานอ้อยแทนโฟม แม้จะมีต้นทุนการผลิตสูงขึ้น แต่ได้รับความนิยมในตลาดโลกและสามารถสร้างยอดขายได้ดีขึ้นอย่างชัดเจน
ฐานะการเงินแข็งแกร่ง คุม NPL ต่ำกว่า 4%
แม้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) จะลดลงตามภาวะระบบการเงินจนส่งผลให้รายได้ชะลอตัวลงประมาณ 10% แต่ EXIM BANK ยืนยันว่าฐานะการเงินยังคงแข็งแกร่ง โดยสามารถควบคุมหนี้เสีย (NPL) ให้อยู่ในระดับต่ำกว่า 4% และคาดการณ์ว่ากำไรสุทธิในปีนี้จะยังคงอยู่ในเกณฑ์ดีไม่ต่ำกว่าปีที่ผ่านมา
นอกจากนี้ EXIM BANK ยังได้เปรียบจากการไม่มีโครงสร้างสาขามาตั้งแต่เริ่มต้น จึงไม่มีภาระค่าใช้จ่ายในการปิดสาขาเหมือนธนาคารพาณิชย์ทั่วไป ส่งผลให้สามารถปรับตัวและนำนวัตกรรมมาใช้อย่างยืดหยุ่น เพื่อขับเคลื่อน SME ไทยให้เป็นกำลังหลักในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจตามรูปแบบของประเทศพัฒนาแล้ว เช่น ประเทศญี่ปุ่น ได้อย่างแท้จริง




